2006/Feb/23

Eternity of Blue Moon

::Concerto::

- Chapter I -

ซึบาสะ!ซึบาสะ! ตื่นได้แล้ว นายอย่าทำให้ชั้นกลัวสิ ทำไมวันนี้เสียงเจ้าหมีพูร์ของผมมันแปลกไปนะ รู้สึกจะดังผิดปกตินะ ว่ามั๊ย?

ผมพยายามลืมตาตื่นขึ้นมา ความรู้สึกทำไมมันช่างยาวนานอย่างนี้นะ เอ๊ะ! ผมกลังร้องไห้อยู่เหรอสองมือเอื้อมไปเช็ดคราบน้ำตาพลางมองคนข้างหน้า รู้สึกงงๆ มีอะไรเกิดขึ้นเหรอ?

ไม่ต้องมาทำหน้างงเลย เจ้าบ้า! นายเล่นทำคนทั้งบ้านเค้าแตกตื่นกันมดแล้ว ดีนะที่ชั้นมาหานาย เห็นไม่ได้ไปโรงเรียนตั้งหลายวัน พอมาถึงบ้านนายก็เห็นคุณหมอเอย พ่อแม่นายเอย พี่สาวของนายกำลังปลุกนายอยู่ ตกใจนะเล่นเรียกเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกตัวอย่างนี้น่ะ พอเห็นว่าซึบาสะเริ่มสลึมสลือตื่นขึ้นมา ผมก็จัดการเร่งเสียงเรียกให้ดังขึ้นไปอีก เป็นห่วงนะ อย่าเล่นแรงๆอย่างนี้สิ ใจหายหมด แถมเจ้าคนน่ารักนี่ดันตื่นมาทำหน้าตาบ้องแบ๊วใส่อีก อารมณ์โมโหมันเลยแล่นสูงขึ้นไปอีกฉุดกระชากให้ผมต้องชมมันซะหน่อย ขอร่ายบทสวดให้มันหน่อยเถอะให้สมกับความโล่งใจ เปลืองน้ำลายเรียกมันไปเยอะขนาดไหนจะรู้บ้างมั๊ย เฮ้ย! เต่าละเหี่ยใจ -_-

แหะแหะเราขอโทษ รู้สึกงงๆ กับเหตุการณ์อยู่หรอก นี่เราหลับนานขนาดนั้นเลยเหรอ ผมยังแอบงงอยู่นิดๆ เสียงบ่นพึมพำของเพื่อนรักดังขึ้นไม่ขาดสาย คงเป็นห่วงผมมากสินะ ถึงจะพูดว่าอย่างนั้นอย่างนี้ แต่คาเมะกลับยิ้มให้ผมทั้งน้ำตา เท่านี้มันก็ทำให้ผมรู้สึกผิดขึ้นมายังงัยก็ไม่รู้

...

..

.

วันนี้ทั้งวันผมพยายามนั่งทบทวนเหตุการณ์ที่แสนมึนงงนี้ คาเมะทำสีหน้าประหลาดใจเมื่อผมเล่าเหตุการณ์ในฝันให้ฟัง เราสองคนต่างถกเถียงถึงเรื่องนี้กันนานอยู่พอสมควร จนคาเมะเกิดไอเดียอย่างหนึ่งขึ้นมา

ไปห้องสมุดกันเถอะ เผื่อจะมีข่าวเก่าๆ หรือเรื่องราวบางอย่างบันทึกไว้บ้าง บ้านหลังนั้นออกจะใหญ่โต คงมาจากเชื้อสายขุนนางเก่าซักอย่างนึงน่า มันอาจจะเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ก็ได้นะ

เข้าท่าแฮะ งั้นไปกันเลย นานๆครั้ง เต่าน้อยจะมีความคิดเข้าท่าซะที ผมแอบกัดคาเมะไปเล็กน้อยให้บรรยากาศมันไม่ดูซีเรียสจนเกินไป ทั้งๆที่ตอนนี้ในใจของผมมันร้อนรุ่มอย่างบอกไม่ถูก พอคิดมากๆเข้า อาการเก่าๆก็เริ่มแทรกเข้ามา ความเจ็บปวด ความหวาดกลัว ทำไมมันถึงไม่จางหายไปซะทีนะ ทั้งๆที่พักหลังมานี้ผมแทบจะไม่มีอาการดังกล่าวแล้วนะ ตั้งแต่มีคาเมะเป็นเพื่อน ผมก็รู้สึกถึงสีสันในชีวิตมากขึ้น การเข้าออกโรงพยาบาลนั้นแทบจะหายไปจากความคิดของผมเลยล่ะ แต่ถึงสีสันจะมากขึ้น ผมก็ยังรู้สึกเหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง สีที่เข้ามาเติมเต็มคงไม่ครบทุกสี แล้วมันขาดสีอะไรไปล่ะ ?

ในระหว่างที่เรากำลังเลือกหาหนังสือพิมพ์เก่าๆ และหนังสือประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอยู่นั้น ผมเหลือบไปเห็นหนังสือสีทองปกหนาเล่มหนึ่ง เมื่ออ่านชื่อที่สันปกแล้ว...ผมรู้สึกว่าเรื่องราวต่างๆ ปริศนาที่อยากรู้คงอยู่ในนั้นแน่ๆ ผมรู้สึกตื่นเต้นจนแทบทนต่อไปไม่ไหว พยายามปีนป่ายชั้นหนังสือเพื่อหยิบมันมาอ่าน แต่ เอ๊ะ!..ทำไมชั้นหนังสือมันโครงเครงนะ...อ๊ากกกก...จะร่วงแล้ว... >x<

ตุ๊บ!!!

เอ๊ะ! ไม่เจ็บเท่าไรนี่นะ ทำไมมันนุ่มๆล่ะ

ผมค่อยๆลืมตามองก็เจอกับหน่วยตาคม อ้อมแขนที่โอบรัดล้อมรอบเอวบางของผม ใบหน้าขาวๆ กับสันจมูกคมๆ อยู่ห่างไม่ไกลจากใบหน้าของผม เท่านั้นแหละ...มันทำให้ผมตกใจมากกว่าตอนที่จะร่วงหล่นลงมาซะอีก นี่!มันเกือบจะเรียกว่า หอมแก้ม ได้แล้วนะเนี้ย พอคิดขึ้นได้แก้มของผมก็ฉีดสีอ่อนๆให้เริ่มแดงขึ้นเรื่อยๆ พอๆกับกลิ่นหอมของ CK1 ทีส่งกลิ่นอ่อนๆ ลอยมาปะทะจมูกของผม

ไม่เป็นไรนะครับ ผมถามพลางก้มลงมองหน้าคนในอ้อมแขนที่บัดนี้ใบหน้าฉีดสีเข้มขึ้นเรื่อยๆ เอวบางๆ ทำให้ผมไม่อยากที่จะคลายวงแขนออกไปเลย พอรู้สึกตัวอีกทีจึงแกล้งถามเพื่อทำลายบรรยากาศเงียบๆ กับเสียงหัวใจที่เต้นแรงขึ้นของผม

มะ...ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณที่ช่วยครับ ร่างบางพูดพลางขยับตัวออก

เอ่อ...คุณครับ ช่วยเอามือออกหน่อยสิครับ พูดไปหน้าก็แดงไป

อ๊ะ!...ขอโทษครับ พอได้ยินร่างบางบอกเบาๆ อย่างนั้น ทำให้ผมรู้สึกตัวว่าสองมือยังโอบประคองรอบเอวคนสวยอยู่ ผมจึงคลายวงแขนออกปล่อยให้ร่างบางเป็นอิสระในขณะที่สายตายังจดจ้องใบหน้าสวยๆอยู่

ขอบคุณครับ...ผมไปก่อนนะครับ ว่าแล้วก็โค้งให้คนสูงอีกครั้งก่อนที่จะขยับหนังสือที่หยิบติดมือมาให้กระชับเข้ากับอกแล้วรับวิ่งไปหาเพื่อน หารู้ไม่ว่ามีสายตาของร่างสูงที่ตนเพิ่งผละออกไปกำลังยืนมองอยู่ตลอดเวลา

อา...เจอกันแล้วนะครับ เสียงเบาๆที่เล็ดรอดออกมาราวกับกำลังรำพึงรำพันกับตัวเองพลางอมยิ้มน้อยๆ รอยยิ้มที่แสนเศร้า...หวนคิดถึงอดีต...เวลากำลังจะเดินต่อไป...

คนเราจะมีสิ่งเล็กๆน้อยๆของตนที่พยายามหวงแหนไม่ให้มันพังทลาย

แต่ที่จริงแล้วมันไม่มีอะไรแน่นอนเลย

ถึงกระนั้น สิ่งที่อยู่กลางใจแม้ในตอนนี้คือความรู้สึกที่มีต่อเธอ

คือสิ่งที่แน่นอนของผมเพียงอย่างเดียว มีสิ่งนั้นอยู่ในใจฟูมฟักตัวเองมาตลอด

นั่นคือ ความผิดพลาดหรือความลุ่มหลง ทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้

...

..

.

หลังจากที่ผมผละออกจากคนที่ช่วยผมไว้ ผมก็รีบวิ่งไปหาคาเมะ ความรู้สึกเมื่อกี้คืออะไรกันนะ คุ้นเคย? รึหวาดกลัวกันแน่ ทำไมชายคนนั้นถึงมองหน้าผมขนาดนั้นนะ ชักปวดหัวขึ้นมานิดๆอีกแล้วสิ หน้ายังร้อนอยู่เลย

พอๆ เลิกคิดเถอะ ช่วงนี้ยิ่งแปลกๆอยู่ ไปหาคาเมะดีกว่า ผมส่ายหน้าไปมา พยายามปัดความคิดฟุ้งซ่านออกแล้วก้าวไปหาคาเมะที่กำลังง่วนอยู่กับการหาหนังสืออยู่อีกด้านหนึ่ง

คาเมะจัง ลองดูเล่มนี้ด้วยกันมั๊ย รู้สึกน่าจะใช่นะ

ว่าแล้วคาเมะก็หันมามองผมพลางขยับเก้าอี้ให้ผมนั่งข้างๆ เราสองคนเปิดดูแต่ละหน้าไปเรื่อยๆ จนสะดุดหน้าหนึ่งที่มีภาพบ้านหลังนั้น แม้ในภาพบ้านหลังนั้นจะดูหรูหราโอ่อ่าผิดกับสภาพปัจจุบันก็ตาม แต่ผมก็จำได้แม่น ความรู้สึกตื่นเต้นเริ่มตีขึ้นมา ผมจึงรีบอ่านเรื่องราวของคนตระกูลนั้นที่เป็นเจ้าของบ้านปริศนานี้ แต่ขณะที่ผมอ่านนั้นความรู้สึกบางอย่างมันตีรวนสับสนวุ่นวายใจ มันไม่สงบหรือตื่นเต้นเหมือนตอนที่เริ่มเปิดอ่านเลย เรื่องราวต่างๆถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษร หากแต่สามารถสัมผัสได้ถึงความโหดร้าย ความเศร้าที่แฝงอยู่ ทุกอย่างมันช่างคล้ายกับความฝัน แต่เป็นอีกด้านหนึ่งของความฝัน สาเหตุที่ทำให้แววตาคนคุ้นเคยในฝันนั้นแลดูเศร้ามันขัดแย้งกับสิ่งที่ได้รับรู้จากหนังสือเล่มนี้ แล้วแสงสว่างสุดท้ายมันคืออะไรกันล่ะ??

ผมอ่านต่อไปเรื่อยๆ ภายในใจยิ่งรู้สึกแย่กับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในบ้านหลังนั้น การแก่งแย่ง การฆ่ากัน ความโหดร้ายต่างๆ ชวนให้ผมรู้สึกสะอิดสะเอียนกับการกระทำของคนเหล่านั้น โดยเฉพาะคนที่ผมรู้สึกคุ้นเคยมากที่สุด ความรู้สึกที่ส่งผ่านดวงตากลมโตคู่นั้นที่จ้องมองไปยังนัยน์ตาคมของคนที่คอยดูแล ผมคงเข้าใจผิดมาตลอดว่ามันเป็นความห่วงใย ความรักคงไม่มีให้กันตั้งแต่แรกแล้ว น้ำใสๆเริ่มปริ่มที่ขอบตาร้อนผ่าว แต่ผมก็ต้องอ่านมันต่อไป...จนถึงบทความสุดท้าย...

" Dedicated to you (อุทิศให้แก่เธอ)

ภาพท้องฟ้าสะท้อนอยู่บนทะเลสาบใสเหมือนกระจก แสงสีรุ้งแผ่กระจาย

ฉันเดินทางมาแสนไกลยังที่ที่เธอเติบโต

จุดเริ่มต้นของเธอโศกเศร้า

ดวงตาเริ่มมองเห็นได้ชัดเพราะว่าท้องฟ้าสดใส

ความจริงเราใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันไม่ใช่หรือ?

แม้ว่ามันจะเป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิตก็ตาม

ฉันจะไม่ลืมเธอตลอดไป

ไม่ลืม...แม้ว่าท้องฟ้าและโลกนี้จะแยกจากกันอย่างนุ่มนวล

ฉันมีความปรารถนาเพียงหนึ่งข้อถ้าหากว่ามันจะสามารถเป็นจริงได้